• Areewood

เปรียบเทียบคุณสมบัติไม้ Solid vs Engineered


พื้นภายในบ้านนับเป็นองค์ประกอบขนาดใหญ่และส่งผลกระทบต่อภาพรวมการออกแบบมากที่สุด เป็นพื้นที่รองรับไลฟ์สไตล์ของสมาชิกทุกคนในครอบครัว ,ตำแหน่งที่วางเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นภายในบ้าน , การแบ่งกัน zoning การใช้งานให้เป็นสัดส่วน การออกแบบพื้นที่คุณเลือกใช้จึงสะท้อนถึงแนวคิดการอยู่อาศัย อารมณ์ความรู้สึด รสนิยมส่วนตัว คุณภาพชีวิตของคุณในบ้านตามไปด้วย และไม่ว่าจะเป็นพื้นไม้ Solid หรือพื้นไม้ Engineered ก็เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับการปูพื้นภายในบ้าน พื้นไม้ทั้ง 2 ชนิดต่างก็มีจุดเด่นจุดด้อย มีคุณสมบัติเฉพาะที่เหมาะสมกับการใช้งานในแบบของตัวเอง

เพราะเราไม่ได้เปลี่ยนพื้นบ้านกันบ่อยๆ , การตัดสินใจเลือกจึงป็นสิ่งสำคัญ

บทความนี้จะช่วยสร้างความเข้าใจพร้อมจุดแรงบันดาลใจในการเลือกใช้พื้นไม้ทั้ง 2 ชนิด เพื่อค้นหากันว่าพื้นไม้แบบไหนจึงจะเหมาะกับไลฟ์สไตล์แบบคุณ

พื้นไม้ Solid

พื้นไม้จริงคือพื้นไม้แบบดั้งเดิมที่สุด เกิดจากการนำท่อนไม้มาทำเป็นแผ่นไสผิวหน้าเรียบ และให้มีความหนาประมาณ 13-21 มิลลิเมตร เข้าเครื่องจักรเพื่อทำลิ้นร่อง จากนั้นเคลือบยูวีแลคเกอร์บนผิวหน้า เป็นอันเสร็จสมบูรณ์ ไม้ที่นิยมมาทำพื้นไม้จริงในไทย หลักๆ จะมี ไม้แดง ไม้มะค่า ไม้สัก ไม้ประดู่ และไม้ตะแบก ถ้าเป็นไม้นำเข้าอย่างโอ๊ค วอลนัท เมเปิ้ล จะมีราคาสูงมาก พื้นไม้จริงแผ่นใหญ่ๆ ปัจจุบันเริ่มหายากและแนวโน้มจะมีราคาสูงขึ้น ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้อสังหาริมทรัพย์ไปในตัว

ข้อดี

- สวย อบอุ่น เป็นธรรมชาติ ดูดี มีราคา

- อายุการใช้งานยาวนาน มีความทนทานพอสมควรโดยเฉพาะไม้หน้าใหญ่ๆ

- สามารถขัดสีได้บ่อย เนื่องจากค่อนข้างหนา แถมยังแข็งแรง ทนทาน ได้สีสวยเป็นธรรมชาติ

- สามารถรื้อออกและนำไปติดตั้งใหม่ได้ ในกรณีที่ติดตั้งแบบยิงตะปูเท่านั้น

- กรณีเลือกติดตั้งแบบขัดทำสีหน้างาน หน้าไม้จะเรียบสนิทไม่มีร่องวีเหมือนไม้ทำสีสำเร็จจากโรงงาน ช่วยป้องกันฝุ่นลงในร่อง และเดินได้สัมผัสที่เรียบเนียนกว่า

ข้อเสีย

- ราคาสูง ถ้าหน้ายิ่งกว้าง แผ่นยิ่งยาว ก็ยิ่งแพง ถ้างบน้อย สีและลายไม้มีให้เลือกน้อย

- กรณีที่เลือกแบบขัดทำสีหน้างาน ผิวหน้าจะเป็นรอยขีดขวนได้ง่าย เพราะแลคเกอร์ที่เคลือบผิวไม้เป็นแบบแห้งด้วยอากาศ และเมื่อผ่านการใช้งานไปไม้จะมีการหดตัวทำให้เกิดรอยแตกแยกระหว่างแผ่นไม้

- อาจโดนปลวกกินได้ หากไม้ที่เลือกเป็นไม้เนื้ออ่อน และบริเวณที่อยู่อาศัยมีความชื้นสูงไม่มีการฉีดปลวกอยู่เป็นประจำ

- ไม้จริงมีการขยายและหดตัวสูงมากในกรณีที่โดนความชื้น หากช่างติดตั้งไม่มีความเข้าใจ ไม้สามารถขยายตัวจนดันผนังปูนให้บ้านทั้งหลังพังทลายลงมาได้

- ติดตั้ง ขัด ทำสีค่อนข้างยุ่งยาก และช่างต้องมีความชำนาญสูง ลายไม้ในไทยมีให้เลือกจำกัดซึ่งหลายคนอาจไม่ชอบเพราะดูเชย ส่วนไม้นำเข้าก็มีราคาสูงเกินไป

พื้นไม้ Engineered Wood

เพราะไม้จริงเริ่มหายากขึ้นเรื่อยๆ และมีราคาสูงขึ้นตามความหายาก พื้นไม้ Engineered Wood จึงถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาโดยการสร้างแผ่นไม้ให้มีคุณสมบัติใกล้เคียงพื้นไม้จริงมากที่สุด ด้วยนวัตกรรมแปรรูปด้วยเทคโนโลยีด้านวิศวกรรม นำท่อนไม้มาฝานเป็นแผ่นบางๆ ให้มีความหนาเพียง 3-4 มิลลิเมตร มาวางซ้อนทับโดยสลับลายเสี้ยนกันไปมาเพื่อความแข็งแรงและลดการหดและขยายตัว โดยที่ชั้นบนสุดจะเป็นไม้จริงที่มีลวดลายสวยงามราคาแพง เช่น ไม้วอลนัท ไม้สัก ไม้โอ๊ค เป็นต้น และไม้ในชั้นอื่นๆ จะเป็นไม้ที่มีราคาถูกลงมา ทำให้พื้นไม้ Engineered Wood ราคาถูกกว่าพื้นไม้จริงแต่เมื่อปูแล้วจะไม่สามารถบอกความแตกต่างระหว่างพื้นไม้จริงได้เลยเพราะผิวด้านบนก็คือไม้จริง ที่ผิวหน้าไม้มักจะผ่านกรรมวิธีเสริมความแข็งแกร่ง ผ่านกรรมวิถีชุบสารกันแมลงกินเนื้อไม้ เคลือบผิวหน้าด้วยยูวีแลคเกอร์รักษาหน้าไม่ให้ซีดจาง

ข้อดี

- ราคาถูกกว่าไม้จริงมาก มีหลายช่วงราคาให้เลือก หรือราคาใกล้เคียงกับไม่จริงถ้าเป็นลายไม้สวยๆ ที่ได้รับความนิยม

- ลายไม้สวย ทันสมัย มีสีให้เลือกหลากหลาย

- ติดตั้งได้รวดเร็ว ไม่เสียเวลามาก ขัดทำสีสำเร็จมาแล้วจากโรงงาน หน้างานฝุ่นไม่ฟุ้งกระจาย

- ชำรุดเสียหายเปลี่ยนเฉพาะแผ่นที่มีปัญหาได้ในกรณีที่ติดตั้งแบบยิงตะปู หรือลอยตัว

- แข็งแรง และคงทนสูง ยืดหดตัวน้อยมากเมื่ออากาศเปลี่ยน ทนความชื้นได้ดีกว่า

- เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเนื่องจากใช้ทรัพยากรไม้จริงน้อยกว่า 5-6 เท่า เมื่อเทียบกับไม้จริงแผ่นเดียว อีกทั้งไส้ในยังเป็นไม้ป่าปลูก

- ทนรอยขีดข่วนได้ดีกว่าหากทำสีสำเร็จจากโรงงาน เนื่องจากสารเคลือบยูวีแลคเกอร์มีความทนทานสูง

ข้อเสีย

- สามารถขัดทำสีใหม่ได้น้อยครั้งกว่าไม้จริง เนื่องจากผิวหน้ามีความเพียง 2-4 มม.

- กรณีที่เป็นไม้ทำสีสำเร็จจากโรงงานจะมีการลบมุมวีที่ขอบผิวไม้ทั้ง 4 ด้าน ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาฝุ่นลง ยากต่อการทำความสะอาด

- แม้จะหดและขยายตัวได้น้อยกว่าไม้จริง แต่ไม้พื้น Engineered ก็ยังไม่สามารถทนน้ำ และความชื้นในปริมาณมากได้เช่นกัน

- ไม่สามารถรื้อและนำไปติดตั้งใหม่ได้ไม่ว่าจะติดตั้งด้วยวิธีใดก็ตาม เพราะความเสียหายที่แผ่นไม้จะเยอะกว่าไม้จริง

- ระยะเวลาการใช้งานไม่นานเท่าไม้จริง ยกเว้นไม้เอ็นจิเนียร์ที่มีหน้าไม้หนาจริงๆ

ก่อนจะติดตั้งพื้นไม้ทั้ง 2 ชนิดนี้ ควรตรวจสอบความเรียบให้ได้ระดับพื้นที่สมมาตร โดยวิธีง่ายๆ นำไม้ความยาวประมาณ 1 เมตร วางลงบนพื้น ถ้าสังเกตว่าจะมีแสงรอดออกมาแสดงว่ายังไม่ได้ระดับที่เสมอกัน แก้ได้โดยใช้ไม้อัด วีว่าบอร์ด หรือปูนซีเมนต์มาช่วยหนุน เพื่อป้องกันปัญหาพื้นยวบตัวจากการใช้งาน และไม่ว่าจะเป็นไม้ Engineered หรือไม้ Solid ก็สามารถทำความสะอาดได้ทั้งแบบกวาดพื้นธรรมดา ใช้เครื่องดูดฝุ่น แต่อาจจะต้องระวังการเกิดรอยขีดขวนสักนิด และที่สำคัญหากถูพื้น จำเป็นต้องใช้ผ้าชุบน้ำบิดจนเกือบแห้ง โดยเฉพาะไม้ Solid ที่มีดวงไม่ถูกโฉลกกับความชื่นซักเท่าไหร่

Cr. pinterest

#ปลวก #มณฑนากร #พนไมทำส #รกษาไม #Builtin #interiordesign #ตกแตงภายใน #wood #ไวนล #ลามเนต #protect #พนไมengineered #ดแลพนไม #พนไมsolid #พนไม

Passionate About Wood

Showroom สาขา บางโพ
578 ถนนประชาราษฎร์สาย 1 แขวงบางซื่อ
เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร 10800

Hotline : 087 494 3316 โทร : (66) 2912 7991-2

Showroom สาขา ปทุมธานี

99/9 หมู่ 4 สุขาภิบาล บ้านฉาง
เมืองปทุมธานี 12000
Hotline : 082 792 9564

Footer_Website icon.png
Footer_Line icon.png
Footer_Facebook icon.png
Footer_Instagram icon.png

© Copyright 2020 All Rights Reserved. Areewood.com